วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เคโรโระโรโบวัดความชื้นด้วย DHT11

      จะทำอะไรให้เด็กดูเพื่อเป็นแรงจูงใจในเรื่องเทคโนโลยี ที่เราทำได้กันดีนะ นี่ก็เลยเป็นที่มาของโปรเจ็คนี้ (ลูกเพ่สั่งว่าให้ช่วยกันคิด) มาใช้ในวัน แฟมิรี่เดย์
      ด้วย Sensor ที่มีในมือ เอาไอ้นี่แหล่ะ เจ้า DHT11 วันอุณหภูมิและความชื้น แต่ที่เลือกเอาเฉพาะความชื้น เพราะคิดว่าน่าจะเอามาแต่งเป็นเรื่องได้ว่ากบชอบความชื้นครับ


      การต่อก็ง่ายๆครับ ด้วยการต่อ DHT11 ด้วยไฟบวกและลบ ส่วนขาสัญญาณก็เลือกตามสะดวกครับ


จากนั้น เปิด Arduino IDE แล้ว New Sketch จากนั้นทำการเพิ่ม Library DHT11 ด้วยคำสั่ง
#include  <DHT.h>
      จากนั้นก็กำหนดค่าเริ่มต้นที่ส่วนของ Setup ดังนี้
Serial.begin(9600);
      ในส่วนของ Loop ก็สร้างตัวแปรเพื่อรับค่าจาก DHT11 ที่สามารถวัดได้ ดังนี้
float humidity = dht.getHumidity();
      ทดลองนำค่าส่งออกไปที่ Serial Display ด้วย
Serial.print(humidity,1);
      ส่วนเงื่อนไข ใครอยากให้มีการกำหนดลิมิตอย่างไรก็ใส่ตามสบายในส่วนของ Loop ได้เลยครับ หรืออยากส่งค่าไปแสดงที่ไหนออกแบบกันได้เลย ง่ายๆครับ เพราะ Library จัดการให้เราแล้ว  ย่านวัดความชื่น 20-90% RH   โดยมีค่าความแม่นยำ +- 5% RH  ความละเอียดในการวัด 1 % แสดงผลแบบ 8 บิต

      สำหรับเจ้าเคโรโระโรโบ มันจับความชื้นได้ถึงระดับที่วางไว้ว่ามันชื่นชอบ มันจะแสดงที่หน้าจอเป็นรูปดอกไม้ตกลงมา แต่ถ้าระดับที่พอรับได้ มันจะแสดงคำว่า Warning ถ้ามันถึงขีดที่คิดว่าซีเรียสแล้วจะแสดงคำว่า Help me และนี่ก็คือความสามารถของเจ้าโรโบตัวนี้ครับ ในอนาคต ผมจะเพิ่มความสามารถเข้าไปอีก ซึ่งผมยังไม่สามารถจัดการบัคได้ หากได้แล้วและมีโอกาสจะนำมาแชร์ให้ดูกันครับ

กฏหมายโดรนเมืองไทย

      อยากได้โดรนมาเล่นนานละ และยังคุยกับพี่เอ เมื่อวันก่อนอยู่เลยว่า พี่เอก็อยากได้แบบทีมีแว่น VR ด้วย และก็ชอบเข้าเว็บดูราคา ดูว่ารุ่นไหนน่าเล่นในราคาที่รับได้ แต่ก็มาสะดุดกับบทความเกี่ยวกับ กฏหมายโดรนเมืองไทย อ้าว!! นี่เมืองไทยมีกฏหมายแล้วหรือ?

      แล้วข้อกฏหมายระบุอะไรบ้างล่ะ ถ้าจะซื้อมาเล่นก็ต้องอ่านสิครับ เกิดสุ่มสี่สุ่มห้าโดนจับ แย่เลย

      สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย CAAT ได้เผยแพร่ข้อมูลและภาพประกอบเกี่ยวกับกฏหมายและการลงทะเบียนโดรน Unmanned Aerial Vehicle (UAV) โดยมีรายละเอียดกฏหมายพอสังเขปดังนี้

      จากประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่องหลักเกณฑ์การอนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานไร้คนขับ ประเภทอากาศยานที่ควบคุมภายนอก ลงวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ซึ่งแบ่งประเภทของโดรนออกเป็น 2 แบบ ตามวัตถุประสงค์ดังนี้

      ประเภทที่ 1 ใช้เพื่อการเล่นเป็นงานอดิเรกและความบันเทิงหรือการกีฬาเท่านั้น
      ประเภทที่ 2 ใช้เพื่อวัตถุประสงค์รายงานข่าว รายการโทรทัศน์หรือภาพยนต์ วิจัยและพัฒนาอากาศยาน หรือเพื่อการอื่นๆนอกจากประเภทที่ 1

      อากาศยานในแต่ละประเภทก็มีการกำหนดน้ำหนักด้วย ซึ่งประเภทที่ 2 นั้น มีการกำหนดน้ำหนักไว้ไม่เกิน 25 กิโลกรัม ส่วนประเภทที่ 1 มีข้อกำหนดย่อยหลายข้อ ดังนี้

           ประเภท 1ก ให้มีน้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัม ผู้ปล่อยอากาศยานต้องอายุมากกว่า 18 ปี หรือมีผู้แทนโดยชอบธรรมควบคุมดูแล และต้องกำหนดตามเงื่อนไขการปล่อยอากาศยานดังนี้

              1. ก่อนทำการบิน
                 - ตรวจสอบว่าอากาศยานอยู่ในสภาพที่สามารถทำการบินได้หรือไม่ และทำการบินได้อย่างปลอดภัย ซึ่งรวมทั้งตัวอากาศยานและระบบควบคุมด้วย
                 - ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ที่จะทำการปล่อยอากาศยานและที่จะทำการบิน
                 - ทำการศึกษาพื้นที่และชั้นของห้วงอากาศที่จะทำการบินก่อน
                 - มีแผนฉุกเฉินหรือแผนสำหรับกรณีการเกิดอุบัติเหตุ การพยาบาล และการแก้ไขปัญหาหากผู้บังคับไม่สามารถบังคับควบคุมอากาศยานได้

             2. ระหว่างทำการบิน
                 - ห้ามทำการบินในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน และรบกวนความสุขของผู้อื่น
                 - ห้ามทำการบินเข้าไปในบริเวณเขตห้าม เขตจำกัด และเขตอันตรายตามที่กำหนดไว้ในเอกสารแถลงข่าวการบินของประเทศไทย (Aeronautical Information Publication - Thailand) รวมทั้งส่วนงานราชการต่างๆ โรงพยาบาล เว้นแต่จะได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานดังกล่าวหรือเจ้าของพื้นที่
                 - พื้นที่สำหรับขึ้นหรือลงอากาศยานต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง
                 - ผู้บังคับอากาศยานต้องมองเห็นอากาศยานได้ตลอดเวลาทำการบินและห้ามบังคับอากาศยานโดยอาศัยชุดกล้องบนอากาศยานหรืออุปกรณ์อื่นที่มีลักษณะใกล้เคียง
                 - ต้องทำการบินในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกซึ่งสามารถมองเห็นอากาศยานได้อย่างชัดเจน
                 - ห้ามทำการบินเข้าไปในเมฆหรือเข้าใกล้เมฆ
                 - ห้ามทำการบินภายในระยะทาง 9 กิโลเมตร จากสนามบินหรือที่ขึ้นลงชั่วคราวของกาอาศยาน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเข้าของหรือผํุดำเนินการสนามบินอนุญาต
                 - ห้ามทำการบินโดยใช้ความสูงเกิน 90 เมตร เหนือพื้นดิน
                 - ห้ามทำการบินเหนือเมือง หมู่บ้าน ชุมชน หรือพื้นที่ที่มีคนมาชุมนุมอยู่
                 - ห้ามบังคับอากาศยานเข้าใกล้อากาศยานที่มีนักบิน
                 - ห้ามทำการบินโดยละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น
                 - ห้ามทำการบินโดยก่อให้เกิดความเดือนร้อน ความรำคราญ แก่ผู้อื่น
                 - ห้ามทำการบินโดยส่งหรือพาวัตถุอันตรายตามที่กำหนดในกฏกระทรวงหรืออุปกรณ์ปล่อยแสงเลเซอร์ติดไปกับอากาศยาน
                 - ห้ามทำการบินโดยมีระยะห่างในแนวราบกับบุคคล ยานพาหนะ สิ่งก่อนสร้างหรืออาคาร น้อยกว่า 30 เมตร

      ส่วนประเภทที่ 2 ผมคงจะขอผ่านนะครับ เพราะคิดว่าเราน่าจะยังไม่มีบทบาทตรงนั้นครับ แต่ถ้าเราอยากจะรู้เพิ่มเติม ก็ตามเอกสารอ้างอิงตามนี้ครับ https://www.caat.or.th/th/archives/20367

      และการลงทะเบียนโดรน ก็บังคับกับโดรนที่ติดกล้องต้องลงทะเบียนทุกกรณี และโดรนที่มีน้ำหนักเกิน 2 กิโลกรัม ต้องลงทะเบียนทุกกรณีครับ


เอาตัวรอดอย่างไรเมื่อเกิดไฟไหม้

      จากบทความก่อนๆ เริ่มต้นที่อยากได้ถังดับเพลิงจนมาเป็นบทความ และนี่คงจะเป็นเรื่องสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับถังดับเพลิงครับ เพราะหากเราใช้มันเป็น แต่ถ้าไม่สามารถหยุดยั้งมันได้ ก็ต้องหนีสิครับ แต่เราต้องหนีอย่างไร จึงจะมีโอกาสรอดสูงที่สุด และปลอดภัยที่สุด

      เมื่อเราเข้าไปในอาคารใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการอบรมหรือกิจกรรมอื่นๆที่มีลักษณะอาคารสูง สิ่งแรกครับ เดินไปมองดูด้วยว่า มีถังดับเพลิง ป้ายบอกเส้นทาง จุดติดตั้งอุปกรณ์ฉุกเฉิน และ ทางหนีไฟตรงไหนบ้าง ถ้าให้ดีในชั้นที่เราอยู่ ทดลองเปิดประตูหนีไฟดูว่าติดขัดหรือไม่ และบันไดมีสภาพอย่างไรบ้าง เพราะหากเกิดไฟไหม้ เราจะได้รู้ว่าจะหนียังไง ในขณะที่หนี เราก็มีกฏ ข้อห้าม ข้อปฏิบัติดังนี้

      1. ห้ามใช้ลิฟท์เด็ดขาดครับ
      2. ให้ดูต้นเสียงหรือต้นเพลิงว่าอยู่ชั้นไหน แล้วพยายามหาเส้นทางที่เลี่ยงจุดเกิดเหตุ หรือใช้บันไดหนีไฟ หรืออพยพไปตามเส้นทางที่ทางตึกมีการกำหนดไว้
      3. เมื่อต้องอพยพ ก่อนจะเปิดประตูออกจากห้องหรือไปยังส่วนต่างๆที่กั้นด้วยประตูทีบแสง ให้เราใช้มือแตะที่ประตูหรือลูกบิดก่อนทุกครั้ง หากมีความร้อนให้เปิดประตูอย่างระมัดระวัง หรือควรเลี่ยงใช้เส้นทางอื่นหากเป็นไปได้
      4. หากมีกลุ่มความเริ่มหนาขึ้น ให้หาผ้าชุบน้ำปิดปากและจมูก เพื่อป้องกันการสำลักควัน
      5. หากกลุ่มควันนั้นหนามากขึ้น ให้เดินก้มต่ำหรือคลานออกจากพื้นพี่

      สิ่งควรปฏิบัติ หากเกิดไฟไหม้ในบ้านหรือที่พักอาศัย ก็มีดังนี้ครับ

      1. ให้รีบออกจากบ้านให้เร็วที่สุดอย่ารีรอ หรือห่วงสิ่งของ หรือพยายามขนสิ่งของที่มากเกินไป
      2. ก่อนหนีต้องแน่ใจว่าเปิดประตูหรือหน้าต่างได้
      3. ถ้ามีกลุ่มควัน ให้ก้มต่ำ หรือคลานออกไป
      4. ให้หายใจสั้นๆ และควรหาผ้าชุบน้ำปิดปาก ปิดจมูก
      5. หากติดอยู่ในห้องที่มีกลุ่มควันมากแต่ไม่มีเพลิงไหม้อยู่ในบริเวณดังกล่าว ให้เปิดหน้าต่างบนที่อยู่บนสุดหรือช่องระบายอากาศเพื่อระบายกลุ่มควัน
      6. หากติดในห้องไม่สามารถออกจากห้องได้เพราะเพลิงก่อตัวอยู่หนังประตูห้อง ให้หาผ้าผืนใหญ่ๆ ชุบน้ำ แล้วนำมาปิดประตูและชายล่างของประตูเพื่อลดความร้อน และป้องกันควันไฟเข้ามาในห้อง
      7. และเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลาม ห้ามเปิดประตู หน้าต่างให้อากาศจากภายนอกเข้าไปได้ เพราะจะเป็นตัวช่วยเร่งการเกิดไฟให้แรงขึ้น

      จากบทความนี้ หวังว่าเมื่อเกิดเพลิงไหม้ ทุกคนสามารถเอาตัวรอดได้นะครับ ไม่มาก ก็น้อย ดีกว่าไม่รู้อะไรเลย


วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

จุดบ่งชี้ประสิทธิภาพการดับไฟของถังดับเพลิง

      เพื่อนๆรู้กันหรือไม่ว่า ถังดับเพลิงเองก็มีจุดบ่งชี้ประสิทธิภาพในการดับไฟของถังอยู่ด้วย (กรณีที่ถังพร้อมใช้งาน) ผมก็เพิ่งจะรู้ว่า มีส่วนทีบ่งชี้ให้เราได้ดูด้วยว่า ระดับของไฟไหม้ที่เกิด กับความเหมาะสมของถังที่สามารถจะดับได้ ประสิทธิภาพที่ว่านี้ ดูได้ที่ข้างถังครับ


      จุดที่ว่านี้ เรียกว่า ค่าของ Fire Rating ซึ่งจะแยกตามประเภทของไฟด้วย ตามแต่ชนิดของถังดับเพลิง รูปแบบของการบ่งชี้คือ ตัวเลขขนาดของไฟและตามด้วยประเภทของไฟ เช่น 2A 2B นั่นหมายถึงขนาดของไฟระดับที่ 2 ไฟประเภท A ซึ่งขนาดของไฟระดับ 2 นี้ มีมาตรฐานอยู่ที่ว่า ไม้ประมาณ 78 ชิ้น นำมากองสูง 13 ชั้น (ที่เป็้นไม้ เพราะเป็นไฟประเภท A) หรือ ขนาดของกองไม้มีความกว้างที่ 45 มิลลิเมตร และยาว 45 มิลลิเมตร สูงขั้นไป 600 มิลลิเมตร และ ไฟระดับ 2 ไฟประเภท B ซึ่งชุดหลังนี้ ประเภท B นี้วัดจากขนาดของถาดน้ำมัน ระดับ 2 ก็คือน้ำมัน 25 ลิตร ส่วนไฟประเภท C เป็นกระแสไฟฟ้า ไม่มี Rating ครับ เพราะไฟฟ้าเป็นเพียงต้นเหตุให้เกิดไฟ ส่วนไฟที่ไหม้นั้น จะไหม้กับวัสดุที่เป็นของแข็งหรือของเหลว นั่นก็คือ ไฟชนิด A หรือ B



      ถ้าเราจะเลื่อกถังดับเพลิงมาใช้สักถัง ก็ให้ดูที่เลขระดับของไฟ ยิ่งมากยิ่งดีครับ

     

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ต่อด้วยเรื่องการตรวจสอบถังดับเพลิงให้พร้อมใช้

      เพลิงไหม้ เราไม่อาจจะบอกได้ว่าจะเกิดตอนไหน เมื่อไหร่ เมื่อเราคิดป้องกันและลดการสูญเสียด้วยการมีถังดับเพลิงไว้ภายในบ้านหรือภายในสำนักงาน (สำหรับโรงงานมีกฏหมายรองรับครับว่าต้องมี และมีอย่างไรด้วย) ทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันพร้อมใช้ แล้วเราต้องทำอย่างไรบ้างล่ะ?

      วิธีการตรวจสอบก็ไม่ยากครับ สำหรับถังดับเพลิงที่มีเกจหรือมาตรวัด (Pressure Gauge) ให้ดูที่มาตรวัดเลยครับ ซึ่งจะต้องให้เข็มอยู่ในช่วงที่เป็นสีเขียว นั่นคือระดับแรงดันในถังสามารถใช้ฉีดสารเคมีออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเข็มเอียงมาทางซ้าย หมายถึง ระดับแรงดันต่ำเกินไป ต้องนำไปเติมใหม่ครับ ส่วนเอียงไปทางขวาล่ะ นั่นก็มากเกินไปครับ


      ถัดไปก็สายฉีดครับ ต้องหมั่นตรวจสอบครับว่ามีฝุ่นหรืออะไรเข้าไปอุดตันหรือไม่ สภาพของสายชำรุดหรือมีรอยแตกหรือไม่

      สภาพของถังก็เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญครับ หากว่าถังบุบหรือเป็นสนิมก็เสียงต่อความปลอดภัยในขณะใช้ถังดับเพลิงก็ได้ หรือถังนั้นผ่านการถูกไฟไหม้อย่างรุนแรงมาก่อน หรืออาจจะมีการทำตกหล่นกระแทก ควรนำถังนั้นส่งตรวจสอบโดยสถาบันหรือสถานรับรองก่อนนำมาใช้งาน (สำหรับถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้ง เมื่อถูกใช้งานแล้ว แรงดันจะตกลง ต้องนำไปบรรจุใหม่ทุกครั้ง)

      เพิ่มเติมกันนิดนุงนะสำหรับถังดับเพลิงชนิดเคมีแห้งนี่สำคัญครับ เพราะนอกจากจะต้องหมั่นตรวจสอบเกจวันแล้ว มันยังมีอายุของสารเคมีที่บรรจุด้วยครับ ไม่เกิน 5 ปีนะครับ หากเกินต้องนำไปบรรจุใหม่ อีกชนิดก็คือถังดับเพลิงชนิด Halotron-1 และ CO2 จะมีอายุที่ 10 ปีครับ

      จากบทความที่ผ่านมาเกี่ยวกับถังดับเพลิงจนมาถึงตอนนี้ คิดว่าเราน่าจะมีความรู้เกี่ยวกับการเลือกใช้ การใช้งาน และการตรวจสอบ มาพอประมาณบ้างแล้ว ยังไงเดินผ่านถังดับเพลิงที่ทำงานก็ลองสังเกตบ้างครับ ลองดูว่ามันตรงตามมาตรฐานที่ว่านี้หรือไม่ อีกอย่าง ใบบันทึกที่ติดอยู่กับถัง มีการลงบันทึกอย่างต่อเนื่องหรือไม่ แล้วครั้งล่าสุดนานเกินไปหรือไม่ อย่างไร หากไม่แน่ใจ ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ


วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

พูดถึงการใช้ถังดับเพลิงกันสักนิด

      ต่อจากเดิมครับ เมื่อเราเลือกซื้อถังได้แล้ว ก็ควรจะรู้วิธีการใช้ไว้ซะหน่อยครับ ไม่ใช่ใช้ยังไงไม่รู้ ยกถังขว้างใส่ไฟนะ มันไม่ดับให้หรอก เรื่องการใช้งาน มีหลักการง่ายๆคือ ดึง ปลด กด ส่าย


      วิธีการใช้งานถังดับเพลิง

      1. ให้เราดูทิศทางของลมก่อนครับ เราต้องไปอยู่ในทิศทางเหนือลมก่อน เพื่อความปลอดภัยครับ และควรอยู่ห่างฐานของไฟประมาณ 2 - 3 เมตรครับ

      2. วางถังก่อนก็ได้ครับถ้าคิดว่ามันหนักเกร็งข้อเพื่อดึงสลักออกไม่ไหว แล้วทำการดึงสลักออกจากสายล็อก

      3. จับหัวฉีดหรือปากกรวยหันไปทางฐานไฟ ให้ทำมุมต่ำลงไปที่ฐานไฟประมาณ 45 องศา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดับไฟให้มากขึ้น เพราะสารเคมีหรือคาร์บอนไดออกไซด์ที่เราฉีดไปจะไปปิดวงจรการเกิดไฟครับ

      4. จากนั้นบีบไกเพื่อเปิดให้วาล์วของถังดับเพลิงทำงานพ่นสารเคมีหรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาครับ

      5. ฉีดไปให้เป็นทางยาว แล้วกราดปลายสายไปในทิศทางซ้าย-ขวา อย่างช้าๆ เพื่อให้ไฟบริเวณนั้นถูกปิดกั้นวงจรการเกิดไฟ และไม่จำเป็นต้องกดกดปล่อยปล่อยครับ กดยาวไปเลย

      6. ให้เราสังเกตุว่าไฟบริเวณด้านหน้าเราได้ดับสนิทแล้วจึงค่อยๆก้าวเดินต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆครับ และหากมีไฟไหม้บนพื้นที่ต่างระดับกัน เช่นบริเวณทางลาดหรือบันได หรือบนพื้นกับโต๊ะ ให้เราดับบริเวณชั้นล่างไปหาชั้นบน



      ***** ข้อควรระวัง!! ก่อนนำถังมาใช้ เราต้องตรวจเช็คความพร้อมของถังอย่างสม่ำเสมอครับ และตรวจเช็คก่อนใช้งาน ไม่ใช่ถังไม่มีแรงดันที่มากพอแล้ว แต่เอาไปใช้งาน อาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ที่นำไปใช้ได้ แทนที่จะช่วยดับไฟ

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ว่ากันต่อเกี่ยวกับถังดับเพลิง

      จากวานนี้เขียน Blog จากที่ว่าอยากจะได้ถังดับเพลิง แต่ไม่เข้าใจกับชนิดของไฟและถังที่จะนำมาใช้งาน และได้อธิบายจากที่ได้หาอ่านประเภทของไฟไปแล้ว แต่เรื่องของถังดับเพลิงก็ยังมีรายละเอียดอยู่อีก วันนี้ขอต่อจาก Blog ที่แล้วนะ ซึ่งจริงๆแล้วเท่าที่พบเห็นถังดับเพลิงในท้องตลาดมีด้วยกันทั้งหมด 5 ชนิดด้วยกัน ซึ่งแตกต่างกันไปตามสารหรือสิ่งที่บรรจุเพื่อใช้ดับไฟและความสามารถของไฟที่จะดับได้ด้วยถังชนิดนั้นๆ

      ประเภทของถังดับเพลิง

      1. Dry Chemical หรือถังดับเพลิงแบบเคมีแห้ง
          ภายในถังได้บรรจุสารเคมีชนิดผงเอาไว้ แล้วอัดด้วยแรงดันเพื่อใช้เป็นแรงขับตอนเราฉีดออกมา ซึ่งความสามารถในการดับไฟของถังชนิดนี้คือ ไฟประเภท A  B  C ถังชนิดนี้หาซื้อง่าย  ราคาถูก  และสามารถนำถังที่ฉีดหมดแล้วไปใช้บรรจุใหม่ได้อีก ไม่จำเป็นต้องซื้อถังใหม่ เมื่อเปิดใช้งานแล้ว แรงดันจะตกลงและไม่สามารถใช้งานได้อีก ดังนั้นเมื่อนำมาฉีดแล้ว จึงต้องฉีดให้หมด และด้วยที่ว่ามันเป็นผง จึงฟุ้งกระจาย เลอะเทอะเมื่อใช้งาน

      2. Low Pressure Water Mist หรือถังดับเพลิงเคมีชนิดน้ำ
           ภายในบรรจุน้ำยาเคมีชื่อว่า "ABFFC" สามารถดับไฟได้ดีและไม่เป็นสื่อนำกระแสไฟฟ้า ซึ่งความสามารถในการดับไฟคือ ไฟประเภท A  B  C และ K  ดับไฟได้ทุกประเภท และไม่เป็นสื่อนำกระแสไฟฟ้า และสามารถดับไฟใน Class K ได้ด้วย นั้นคือไฟที่เกิดจากการปรุงอาหารก็ดับได้ จึงเหมาะที่จะให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี

      3. Halotron ถังดับเพลิงชนิดสารสะอาดหรือฮาโลตรอน
           ภายในบรรจุด้วยสารเคมีฮาโลตรอนวัน เมื่อฉีดออกมาสารนี้สามารถระเหยไปได้  ความสามารถดับไฟประเภท A  B และ C ได้โดยไม่ทิ้งคราบ มันจึงเหมาะอย่างยิ่งกับห้อง Server ของเราครับ แต่ด้วยสารเคมีชนิดนี้ค่อนข้างผูกขาดมันจึงมีราคาสูงครับ และมีตัวแทนจำหน่ายน้อยในไทยครับ

      4. CO2 หรือถังดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
           ภายในบรรจุด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อฉีดมันออกมาสัมผัสกับอากาศ มันจะกลายเป็นไอเย็นเหมื่อนน้ำแข็งแห้ง ช่วยออกฤทธิ์ในการลดความร้อนของไฟได้ มันไม่ทิ้งคราบเมื่อฉีดแล้ว ความสามารถดับไฟประเภท B และ C ได้

      5. Foarm หรือถังดับเพลิงชนิดโฟม
           ภายในบรรจุสารเคมีชนิดโฟม เมื่อฉีดออกมาจะเป็นตัวปิดผิวด้านบนของจุดที่เกิดไฟไหม้ เมื่อดับไฟ ซึ่งความสามารถในการดับไฟชนิด A กับ B เท่านนั้น มันเหมาะมากกับสถานที่ที่มีการเก็บและใช้สารเคมีติดไฟ เช่น ทินเนอร์


      ทีนี้เราน่าจะเลือกได้แล้วว่าจะเลือกถังดับเพลิงแบบไหน คราวนี้ก็ต้องลองไปดูว่ามีถังที่เหมาะกับเราหรือไม่ ผมหวังว่า ข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ




วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ชนิดของไฟตามที่ถังดับเพลิงดับได้

      วันนี้มาว่ากันด้วยเรื่องความปลอดภัยกันบ้าง พอดีอยากได้ถังดับเพลิงไว้ติดบ้าน ติดรถสักถัง ช่วงหลังมานี่มีข่าวบ่อยมากเกี่ยวกับไฟไหม้ แต่แล้วก็ตันครับ พอแวะเดินเข้าไปในไทวัสดุ ถังดับเพลิงมีหลายแบบ หลายขนาด แล้วเราจะเลือกยังไงล่ะ จำได้รางๆว่าแยกตามชนิดไฟที่ดับได้. A, B, C อะไรทำนองนี้ แต่ก็พยามนึกอยู่นานว่ามันคืออะไรบ้างล่ะ สุดท้ายไม่ได้ซื้อครับ. ต้องมาตั้งหลักก่อน อะไรคือไฟชนิดต่างๆกันนะ

      จากการสรุปคือ การแบ่งชนิดของไฟ ก็มีมาตรฐานในแต่ละประเทศ. เท่าที่เจอตอนนี้ เราแบ่งออกมาเป็น 4 ชนิดหลัก คือ A. B. C. และ K

      1. ไฟชนิด A.  คือไฟที่เกิดจากของแข็ง เช่น กระดาษ , ไม้, ผ้า, ยาง, หรือพลาสติก

      2. ไฟชนิด B.  คือไฟที่เกิดจากน้ำและก๊าส เช่น ก๊าสหุงต้ม

      3. ไฟชนิด C. คือไฟที่เกิดจากอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็คโทรนิคส์ที่มีกระแสไหลอยู่ เช่นไฟฟ้าลัดวงจร

      4. ไฟชนิด K. คือไฟที่เกิดจากน้ามันหรือไขมันสัตว์ในการปรุงอาหาร

      ทีนี้เราน่าจะเลือกถังดับเพลิงที่เหมาะสม ได้บ้างแล้วจากการดูตามชนิดของไฟที่ถังจะสามารถดับได้ ตามที่ระบุไว้ที่ข้างถัง

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Arduino D1 ไม่สามารถ Upload Sketchbook ได้

      ด้วยบริษัทจะมีการจัดกิจกรรมวันครอบครัวขึ้น จึงมีความคิดอยากจะหาอะไรร่วมด้วย กะว่าจะเขียนโปรแกรมอะไรสักอย่างกับ Arduino Board D1 แต่ด้วยปัญหาที่เจอ มันไม่สามารถเขียน Sketchbook ที่เราเขียนลงบอร์ดได้อ่ะสิ

      ลองทำทุกทางเท่าที่รู้แล้วก็ยังไม่ได้ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น วันนี้เสียเวลากบมันเกือบหมดวันจนได้คำตอบจากความช่วยเหลือของลูกพี่ ซึ่งผมพยายามติดต่อกับบอร์ดด้วยความเร็วในการอัพโหลดข้อมูลที่ต่ำเกินไป นั่นก็คือไม่ตรงกับบอร์ดนั่นเอง ตายแล้วววววว แค่นิดเดียวเอง ทำไมเราไม่รู้นี่ ก็เลยทดลองปรับดูที่หน้า IDE ตามภาพครับ


      ผลการอัพโหลดที่เคย Error ก็ผ่านไปได้ด้วยดีครับ เอ?แล้วทำไมใน Code ก็ใส่ค่าเริ่มต้นให้เป็น 9600 แล้วนี่ มันเกี่ยวอะไรกับการกำหนดค่าใน Tools ก็ได้มาเพียงความเข้าใจที่ยังขาดเอกสารสนับสนุนว่า ค่าที่ใช้ในการอัพโหลดของบอร์ดต้องเป็น 921600 เท่านั้น (มีกี่ค่าลองหมดแล้วครับ ได้ค่าเดียว) ส่วนที่เขียนไว้ในโค้ดนั้นเป็นเพียงการกำหนดค่าความเร็วของสัญญาณที่ใช้ในโปรแกรม ด้วยค่าเริ่มต้นที่กำหนด มันจึงไปคนละเรื่องครับ ไม่จำเป็นต้องตรงกันก็ได้ จากนั้นก็เจอครับ แรงสนับสนุนความคิดนี้ที่เว็บนี้ครับ www.wowlongdo.com/article/8/เริ่มต้นใช้งาน-บอร์ด-wemos-d1-mini-กับ-arduino เค้าลงไว้ว่าแนะนำค่านี้เลยครับ



วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

7 Tools มีอะไรบ้าง

      7 Tools ก็คือเครื่องมือทางคุณภาพทั้ง 7 ชนิด ได้ชื่อนี้มาจากนักรบชาวญี่ปุ่นผู้หนึ่ง ชื่อว่า Benkei นักรบผู้นี้ หอาวุธประจำตัวพกติดตัวจำนวน 7 ชนิดด้วยกัน และสามารถนำออกมาใช้ในการรบตามแต่สถานการณ์ได้อย่างเก่งกาจ เช่นเดียวกับเครื่องมือทางคุณภาพทั้ง 7 ชนิดที่เมื่อเอามารวมกันแล้วนำออกมาใช้ได้อย่างเหมาะสม มันสามารถจัดการปัญญาได้อย่างที่นักรบญี่ปุ่นทำ แล้วเครื่องมือทั้ง 7 ชนิดมีอะไรบ้างล่ะ

          1. Check Sheet
                แบบฟอร์มที่จัดทำขึ้นมาเพื่อเว้นช่องให้กรอกข้อมูลต่างๆเพื่อบันทึก หรือข้อมูลตามที่จำเป็นต่อการนำมาใช้ในการวิเคราะห์ในภายหลัง

          2. Graph
                การนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาจัดทำให้อยู่ในรูปแบบกราฟต่างๆ เช่น กราฟแท่ง กราฟเส้น กราฟวงกลม เป็นต้น เพื่อให้สามารถเห็นแนวโน้ม หรือง่ายต่อการดู พิจารณา หรือวิเคราะห์ต่อไป


          3. Cause and Effect Diagram
                เป็นแผนภูมิที่ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะกับปัจจัยต่าง ที่เราหลายคนรู้จักในชื่อแผนภูมิก้างปลา หรือบางคนอาจเรียกว่า Ishikawa Diagram ซึ่งเรียกตามชื่อของ Dr.Kaoru Ishikawa ผู้ที่นำแผนภูมินี้มาใช้เป็นคนแรกเมื่อปี 1953



          4. Pareto Diagram
                เป็นแผนภูมิที่นิยมใช้กัน มันสามารถบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุของปัญหากับปริมาณความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งชื่อแผนภูมินี้ ถูกเรียกเลียนแบบชื่อของนักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาเลียนชื่อ  Vilfredo Federico Damaso Pareto  ซึ่งเป็นผู้คิดค้นหลักการนี้นั่นเอง



          5. Histogram
                เป็นแผนภูมิที่ใช้ช่วยในการวิเคราะห์ความผิดปกติของกลุ่มข้อมูลที่ได้มา โดยที่แผนภูมิมีลักษณะเป็นแท่งเรียงติดกันตามแกนแนวนอนที่บอกถึงค่าขอบบนและขอบล่างหรือค่ากลาง ส่วนแกนแนวตั้งเป็นความถี่ของแต่ละชั้น ซึ่งสัมพันธ์กับแท่งแต่ละแท่งที่มีความถี่ที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน



          6. Scatter Diagram
                หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับแผนภูมินี้สักเท่าไหร่ แต่สาระสำคัญขอมันคือ มันเอาไว้ใช้ในการแสดงค่าข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันของสองข้อมูล ว่ามีแนวโน้มไปในทิศทางใดมากกว่ากัน



          7. Control Chart
                แผนภูมินี้คือแผนภูมิที่มีการแสดงค่าที่ยอมรับได้ ส่วนมากได้จากสูตรคำนวณมา (ค่ากำหนดทางเทคนิค หรือ ค่าที่ตั้งไว้ว่าเป็นค่าปกติ ที่ถูกต้อง หรือควรจะเป็น) เพื่อใช้เปรียบเทียบข้อมูลที่เก็บได้มากับ Spec ที่กำหนดหรือไม่ และมีค่าขีดจำกัดบน - ขีดจำกัดล่าง (ได้จากการคำนวณค่าทางสถิติ) เอาไว้เพื่อดูว่ามีข้อมูลใดที่ออกนอกกรอบ หรือเกินจากขีดจำกัดที่กำหนดไว้หรือไม่ ถ้ามีข้อมูลใดเกินขีดจำกัด (Out of Control) หมายถึงข้อมูลนั้นผิดปกติ ต้องได้รับการตรวจสอบหาสาเหตุ ที่ทำให้เกิดเหตุผิดปกตินี้









OEE กับการลดต้นทุน

      OEE ( Overall Equipment Effectiveness) คือการวัดระสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร ซึ่งในการทำงานของเครื่องจะดีหรือไม่ มันมีมากกว่าที่ว่าเครื่องเสียหรือไม่แต่อยู่ที่ว่าเครื่องจักรนั้นทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพหรือไม่

      Productive time , Cycle times และ Waste/scrap เป็นองค์ประกอบของการลดต้นทุน ซึ่ง OEE ก็มีส่วนประกอบของทั้ง 3 คูณกันได้เป็น OEE%. จะเห็นว่า OEE% กับการลดต้นทุนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นหากเครื่องจักรเครื่องนั้นคำนสณค่าออกมาแล้วได้ค่า OEE% สูง หมายความว่าเครื่องจักรนั้นมีต้นทุนต่ำนั่นเอง

OEE% = Availability% x Performance% x Quality%

      •Productive time หรือ Availability% คืออัตราการเดินเครื่อง มีสูตรคำนวณดังนี้
Availability% = เวลาที่เครื่องจักรเดินจริง/ เวลาที่ต้องการผลิต

      •Cycle times หรือ Performance% คือประสิทธิภาพการเดินเครื่อง มีสูตรคำนวณดังนี้
Performance% = เวลาเดินเครื่องสุทธิ / เวลาเดินเครื่องทั้งหมด

      •Waste/Scrap หรือ Quality% คืออัตราคุณภาพ มีสูตรคำนวณดังนี้
Quality% = จำนวนชิ้นงานดี / จำนวนชิ้นงานทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Test Run ในสภาพแวดล้อมจริงสำคัญไฉน

      ในการทำงานของเรานั้น หลายคนบอกว่า ผ่านการทดสอบ Test Run แล้ว ทดสอบทุกฟังก์ชั่นแล้ว นั่นคือ เราไม่น่าจะพลาดนะ แล้วทดสอบอะไรไปบ้างล่ะ?

      ย้อนกลับไปดูแล้ว Program ก็ไม่น่าจะผิดนะ ฟังก์ชั่นที่เขียนก็ส่งค่าได้ตรงนะ แล้วทำไมมันมาเดี้ยงตอนลูกค้าเข้ามา Audit ด้วยล่ะเนี่ย!!!! จะว่าไม่ได้ Test Run ก็ไม่ใช่ เมื่อเช้าก็ทำการทดสอบแล้วนะ

      สิ่งหนึ่งที่เราลืมไป ถึงแม้เราจะทดสอบการทำงานต่างๆบนอุปกรณ์จริงแล้ว จำลองการกดปุ่มต่างๆแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่หลายๆคนไม่คาดคิด รวมถึงผมในวันนี้ด้วยก็คือ สภาพแวดล้อมจริงๆที่จะเกิดในการทำงาน ซึ่งไม่เพียงแค่อุปกรณ์ที่ใช้รันโปรแกรม หรือลักษณะการทำงานหรือ Human Error ที่ทำการดักทางไว้แล้ว แต่ลืมนึกถึงปัจจัยอื่นๆที่อยู่ในภาพแวดล้อมข้างเคียงกับอุปกรณ์ฺที่เราใช้งานครับ นี่คือบทเรียนครับ ผมไม่คาดคิดว่าสายสัญญาณปุ่มกดที่ต่อพาดตู้ควบคุมไฟที่ใช้ควมคุมโซลินอยด์ มันจะส่งผลให้โปรแกรมผมเอ๋อไปเลยต่อหน้าต่อตา ซึ่งมันเกิดนอยด์มารบกวนสัญญาณที่เข้าไปทริกขา GPIO ของ Raspberry Pi ที่เราใช้รับค่าปุ่มกดครับ ทำให้เสมือนปุ่มถูกกด มันเลยรวนไปหมดครับ คราวนี้คิดหนักครับจะจัดการกับมันอย่างไร ไว้จะมาเล่าในคราวหน้าครับ ว่ามันจะดักได้อย่างไรบ้าง

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ทดลองติดตั้ง Android TV บน Raspberry Pi 3

      พอรู้ว่า Raspberry Pi 3 ก็ลง Android TV ได้ด้วย เลยนึกสนุกหยิบเจ้า Raspberry Pi มาลองจัดดู
อันดับแรกก็เข้าไป Download ระบบปฏิบัติการที่เป็นไฟล์ img ตามแบบฉบับครับ ซึ่งผมโหลดมาจาก
http://geektillithertz.com/wordpress/index.php/2016/06/02/android-tv-for-raspberry-pi-3/
ใช้เวลาในการโหลดพอประมาณ เมื่อได้ไฟล์มา ก็จัดเตรียม Micro SD Card มาเลย

      จากนั้นก็โหลดไฟล์ img ที่ได้มาลง Micro SD ด้วยโปรแกรม Win32 Disk Imager อ๊ะ!!!! มันฟ้องว่า Disk ไม่พอ นี่ก็ 16 GB แล้วนะ ค้นไป ค้นมา ได้มา 32 GB ครับ (งานนี้ไม่ได้มีเคือง) ผลคือโหลดได้ครับ แต่นานมากขอบอก เมื่อโหลดเสร็จก็เอาไปใส่ใน Raspberry Pi เลยครับ พร้อมทำงาน

      เมื่อ Boot ขึ้นมาเจอหน้าจอ


      จากนั้นระบบก็จะโหลดตัวเอง


      เมื่อเข้าสํู่หน้าจอหลักได้ เราสามารถตั้งค่าต่างๆได้


      ภายในการตั้งค่า


      ตั้งค่า Wifi


      ตั้งค่าภาษา


      สำหรับวันนี้คงจะทิ้งท้ายไว้แค่นี้ก่อนครับ ไว้ผมขอดูส่วนของ Application ก่อนครับ ยังไม่เข้าใจว่าเราจะโหลด Application ได้อยางไร


วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

JaguarBoard อีก Board ที่น่าลอง

JaguarBoard 

      JaguarBoard ผมยังไม่แน่ใจว่ามีกี่รุ่นนะ แต่พอดีไปเจอเข้า มีความน่าใช้งานอยู่หลายประการเลย เมื่อว่ากันด้วย Spec ส่วนหลักๆเลย คือมีขนาดใหญ่กว่า Raspberry Pi เล็กน้อย สามารถต่อกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายนอกได้ด้วย GPIO (เสียดายมีมาน้อยไปหน่อย) ลงระบบปฏิบัติการให้เราได้พัฒนากันได้หลากหลาย จึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลื่อกที่น่าสนใจหรือทดลองเล่นกัน

      ส่วนโครงสร้างของ JaguarBoard ก็ตามรูปเลยนะครับ 

      จะเห็นว่าหน้าตาหรือส่วนประกอบก็เหมือนๆ Raspberry Pi เพราะมันคือ Single Board ตัวนึงที่เทียบเคียง Computer ตัวนึงนั่นเอง ซึ่ง Jaguarboard ไ้ด้เปิดตัวเมื่อปลายปี 2558 

ภาพเปรียบเทียบบอร์ดระหว่าง JaguarBoard กับ Raspberry Pi



      จุดเด่นอีกจุดคือ มันใช้ CPU ของ Intel จึงรองรับระบบปฏิบัติการหลักได้ดี และพัฒนาง่าย แต่ก็มีจุดที่ด้อยคือมันมีซิงค์ระบายความร้อนขนาดใหญ่บนตัวมันและแจ๊กหูฟังและไมค์ขนาด 3.5 mm. ถูกติดไว้ด้านล่างของบอร์ด มันจึงมีความหนามากกว่า Raspberry Pi เมื่อใส่กล่องแล้ว ทีนี้ลองเอา Spec มาเทียบกันดู


      จาก Spec จะเห็นว่าจุดเด่นเลยก็คือ CPU และ Storage ที่มีมาให้ 16 GB พร้อมด้วยความสามารถที่ติดตั้ง Windows ได้ด้วย ส่วนจุดด้อยก็ตรงไม่มี Wifi กับ Bluetooth และมีพอร์ต GPIO มาให้น้อยมาก


วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

GPU

      GPU คืออะไร? กับ CPU ต่างกันอย่างไร?

      จาก Blog เรื่อง Raspberry Pi ของที่ผ่านมา ผมอ้างถึงคำว่า GPU หลายครั้งมาก ก็เลยคิดว่าบางคนอาจจะไม่รู้ แล้วก็สงสัยว่าทำไมถึงต้องมี GPU แล้วมันต่างกันยังไงล่ะกับ CPU แล้วอะไรคือหน่วยประมวลผลของ Raspberry Pi

      GPU ย่อมาจาก Graphic Process Unit ซึ่งจริงแล้วเดิมทีมันก็อยู่รวมกับ CPU (Central Processing Unit) ที่เป็นศูนย์การประมวลผลการทำงานต่างๆของ Computer แต่ด้วยว่าหากมีการต้องใช้การประมวลผลทางกราฟฟิกมากขึ้น จำพวก 3D เมื่อต้องใช้การประมวลผลร่วมกับ CPU ที่ใช้การประมวลผลหลักอยู่แล้ว มันจึงทำให้ภาพที่ได้ ไม่ลื่น หรือบางทีอาจจะให้การทำงานต่างๆของเครื่องช้าไปด้วย ดังนั้นจึงมีการยกส่วนการทำงานที่จะต้องประมวลผลทางกราฟฟิกออกไปทำภายนอก นั่นก็คือ VGA Card หรือ การ์ดจอ ที่มีหน่วยประมวลผลแบบเดียวกับ CPU แต่มันจะมีหน้าที่ประมวลผลทางด้านกราฟฟิกอย่างเดียว ส่วน CPU ก็ไม่ต้องทำงาน จึงทำให้ภาพที่ได้ลื่นไหลดี และเครื่องไม่ช้า เช่นเดียวกัน ใน Raspberry Pi ก็มีหน่วยประมวลผลแบบนี้เหมือนกัน แต่มันรวมอยู่ที่เดียวกันแต่แยกการทำงานกัน

      พูดง่ายๆ GPU ก็ตรงตัวครับ หน่วยประมวลผลทางกราฟฟิกนั่นเองครับ

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Raspberry Pi แต่ละรุ่น (จบ)

      Raspberry Pi ที่เหลืออีก 2 รุ่นที่เรายังไม่ได้พูดถึง คราวนี้เราจะมาดูความเป็นมาเป็นไปของมันใน Blog นี้กันครับ

      1. Raspberry Pi 2


              เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางการตลาด จึงมีการตัดสินใจเปลี่ยน CPU จาก BCM2835 เป็นรุ่น BCM2837 แบบ ARM 7 Quad Core 4 แกนที่ความเร็ว 900 MHz พร้อมทั้งเพิ่มหน่วยความจำเป็น 1 GB LPDDR2  จึงทำให้รุ่นนี้มีความเร็วเพิ่มขึ้นถึง6 เท่า ส่วน USB ยังคงไว้ 4 port และมี Port HDMI รวมถึงPort อื่นๆเหมือนรุ่น B
              ส่วนจุดเด่นที่เพิ่มขึ้น ทำให้ Microsoft. พัฒนาระบบปฏิบัติการวินโดวส์10 ที่รองรับ Raspberry Pi 2 อีกด้วย

      2. Raspberry Pi Zero


              รุ่นนี้เป็นรุ่นที่มีราคาถูกที่สุด แต่มันคงใช้ CPU BCM2835 มารันที่สัญญาณนาฬิกาเพิ่มขึ้นเป็น 1 GB. ใช้ RAM 512 MB. พร้อมลดชิปอื่นๆออกจากบอร์ด เหลือเพียง CPU. และภาคจ่ายไฟ ส่วน Port. ต่างๆก็เหลือ USB 1 Port , GPIO 40 Pin , RCA Composit และ HDMI
              ซึ่งตัวมันมีขนาดเล็ก จึงทำให้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาหุ่นยนต์ โดรน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆได้ง่าย หรือจะใช้ฝึกเขียนโปรแกรมก็ได้

      ส่วนเจ้า Raspberry Pi 3 สเปคผมได้บอกไว้ใน Raspberry Pi อุปกรณ์ที่น่าสนใจ ลองไปอ่านดูได้ครับ